emergency

emergency

emergency ภาวะฉุกเฉิน

emergency การปฏิรูปการใช้ชีวิตในปัจจุบันของห้องฉุกเฉินและอนาคตที่ท้าทาย

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ความตื่นตระหนกแพร่กระจายเร็วกว่าไวรัส หลายคนยังรู้วิธีปฏิบัติตัว เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันโรงพยาบาลแพทย์พยาบาลยาและเวชภัณฑ์หรือไม่?

หากผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นหรือหลายแสนคนระบบสาธารณสุขไทยจะรับมือได้หรือไม่? แน่นอนว่าผู้คนจะนึกถึงห้องฉุกเฉินที่แออัดไปด้วยผู้ติดเชื้อ เราอยากให้คุณใจเย็น ๆ ก่อนและให้ความสำคัญกับ ‘ห้องฉุกเฉิน’ เพราะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ปกติหรือไม่ปกติก็ตาม

emergency

นิยามของห้องฉุกเฉินหรือ emergency room ในความเข้าใจของคุณ คืออะไร ?

ตามชื่อของมันเราสามารถเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องอ้างอิงตำราทางการแพทย์ที่ซับซ้อน แต่รู้หรือไม่ว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของคนในห้องฉุกเฉินไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน คุณอาจถามต่อไปว่าอย่างไร?

เมื่อห้องฉุกเฉินเป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการการกู้ชีวิตแพทย์และพยาบาลต้องทำงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อยืนระหว่างผู้ป่วยและความตาย หากคนในห้องฉุกเฉิน 100 คนมีถึง 60 คนในห้องฉุกเฉินที่รอการรักษาตามปกติไม่ใช่แค่ปัญหาความแออัด นอกจากนี้ยังหมายความว่าทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นแพทย์พยาบาลยาเวชภัณฑ์และเวลาจะไร้ผล พร้อมกับเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินจริงๆที่เหลืออีก 40 คน

เป็นคำพูดที่น่าขบขันในหมู่คนทำงานด้านสุขภาพว่า ER ควรยืนอยู่ในห้องฉุกเฉิน แต่จริงๆแล้วมันเป็นห้องทุกอย่าง

แรกเริ่มเดิมที

วิทยาศาสตร์การแพทย์มีมานานหลายพันปี หากตามประวัติศาสตร์ตะวันตกอาจย้อนไปได้ประมาณเกือบ 500 ปีก่อนคริสตกาล ชื่อภาษากรีก Hippocrates ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ให้กำเนิดยา คำปฏิญาณทางจริยธรรมของแพทย์สิ่งที่เขาสร้างขึ้นยังคงถูกใช้สำหรับบัณฑิตแพทย์จนถึงปัจจุบัน

แต่ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินยังมีน้อยมาก มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2300 หรือประมาณกลางศตวรรษที่ 18 เมื่อนายแพทย์ Dominique-Jean Larrey เริ่มส่งทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม หลังจากนั้นระบบการแพทย์ฉุกเฉินก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่าเกิดและเติบโตผ่านสงคราม มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมากกว่าประชาชน

ในส่วนของประเทศไทยระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีมาก่อนปี พ.ศ. 2537 โดยมูลนิธิต่างๆยังดำเนินการรับผู้บาดเจ็บในระยะแรก ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาในระบบนี้ในปี 2532 กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขได้สร้างอาคาร EMS ที่โรงพยาบาลราชวิถีเพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรม และบริหารงานบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้รับการพัฒนามาโดยลำดับจนถึงพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 พร้อมกับการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในด้านกำลังคนที่ต้องมีหลักสูตรรองรับการผลิต และขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กกพ.) การกำกับดูแลมาตรฐานเครื่องมือและอุปกรณ์ และการอุดหนุนบริการและพัฒนาระบบสนับสนุนโดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการกู้ชีพ

มุมมองและประสบการณ์ของแพทย์ฉุกเฉิน

แต่ 12 ปีนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของกฎหมายการแพทย์ฉุกเฉินผู้คน และระบบต่างๆยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกายและวาจาที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัญหาการขาดแคลนพนักงานปัญหาความปลอดภัยของรถฉุกเฉิน ฯลฯ

emergency

นพ.เอกภักดิ์ ระหว่างบ้าน

นพ.เอกภักดิ์ ระหว่างบ้าน  นายแพทย์ชำนาญการ สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ฉุกเฉินโรงพยาบาลอุดรธานีหัวหน้าศูนย์สั่งการ 1669 จังหวัดอุดรธานีเล่าผ่านประสบการณ์ว่ามีปัญหา 3 ประการคือบุคลากรในโรงพยาบาล นโยบายของรัฐบาลและด้านประชาชน

“ ในส่วนนโยบายจากด้านบนถ้าเป็นสมัยก่อนเขายังไม่เข้าใจคำว่าฉุกเฉินและคนที่เรียนฉุกเฉินส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์ซึ่งเขามองว่าห้องฉุกเฉินมีความสำคัญ แต่ค่อยๆรักษาไป เริ่มดีขึ้นเพราะตอนแรกเจ้าหน้าที่ยังมีปัญหาว่าในอดีตเมื่อเราเรียนคำว่าฉุกเฉินจะแบ่งเป็นส่วน ๆ เช่นสาขาอายุรศาสตร์ก็จะมีเหตุฉุกเฉินของเขาสนามผ่าตัดก็มีเหตุฉุกเฉินของเขาเช่นกัน ซึ่งคำว่าฉุกเฉินของเขาแยกตามโรคเช่นเบาหวานความดันในกรณีฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจริงๆในคำจำกัดความของเรา

“ คำจำกัดความของภาวะฉุกเฉินเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ระบบทางเดินหายใจหลอดเลือด สติไม่ผ่านการเสี่ยงตาย ตามด้วยพวกเขาคือความเร่งด่วนคือเร่งด่วน ผู้ป่วยไม่เข้าใจว่ามันเป็นภาวะฉุกเฉินจริงๆ คืออะไรและไม่เข้าใจการปฐมพยาบาลและไม่เข้าใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินประเทศไทยมีระบบรองรับ ติดต่อใครเรายังไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี “

ดูเหมือนปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือประชาชนไม่รู้ว่าอะไรคือภาวะฉุกเฉินซึ่งนพ. เอกภาคย์ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าในเบื้องต้นรัฐและบุคลากรสาธารณสุขต้องหลีกเลี่ยงอคติ ความเจ็บปวดจากการเห็นคนที่เขารักจากความเจ็บป่วยมันเป็นเรื่องฉุกเฉินเสมอ แต่แพทย์มีหน้าที่ในการคัดแยกและสื่อสารกับญาติ การเรียงลำดับเป็นคำหลักที่สำคัญ เขาเสริมว่าขณะนี้ระบบคัดแยกของไทยถือว่าเป็นสากลเมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่การคัดแยกอาจอยู่เหนือการคัดแยกหรืออยู่ระหว่างการคัดแยก

over triage ถูกคัดกรองผิดพลาดว่าเป็นกรณีฉุกเฉินในกรณีนี้มันเป็นเพียงการสิ้นเปลืองทรัพยากร ในกรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจะถูกคัดกรองผิดพลาดว่าไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน แต่เป็นเรื่องฉุกเฉินจริง ๆ

ภาวะฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกคืออะไร ?

คำประกาศของ WHO เกี่ยวกับการระบาดของโคโรนาไวรัส คือ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร

เมื่อคืนวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นในเมืองเนจิวา แห่งสวิตเซอร์แลนด์ Tedros Adhanom Ghebrijesus อธิบดีองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แถลงข่าวภายหลังการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด ประกาศสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของความกังวลระหว่างประเทศ (PHEIC)

PHEIC คืออะไร ?

องค์การอนามัยโลกมีคำจำกัดความหลักในการประกาศการระบาดของโรค 2 ประการคือการระบาดต้องก่อให้เกิดความเสี่ยงในมากกว่าหนึ่งประเทศ

PHEIC จะส่งผลต่อนานาชาติอย่างไร

เมื่อ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพทั่วโลกจะแจ้งให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุข รวมทั้งการระดมทรัพยากรเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ. ซึ่งครอบคลุมประเด็นการตรวจคัดกรองที่เข้มงวดในสนามบินพร้อมที่จะลดการแพร่กระจายระหว่างพรมแดนซึ่งจะกำหนดข้อ จำกัด ในการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศ

องค์การอนามัยโลกยังสามารถให้ความรู้สนับสนุนและช่วยเหลือประเทศที่อาจไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ตาม WHO ย้ำว่า WHO ไม่สนับสนุนให้เที่ยวบินระหว่างประเทศหยุดจีน หรือ จำกัด การเดินทางของชาวจีนหรือการค้าขายกับจีนทั้งนี้เนื่องจากองค์การอนามัยโลกยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของจีนที่จะยับยั้งการระบาดของโรคได้ ในขณะที่มาตรการขององค์การอนามัยโลกเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมการระบาดในจีนในระยะเริ่มต้น รวมถึงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของแต่ละประเทศ

WHO ใช้มาตรการ PHEIC บ่อยแค่ไหน ?

การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมเนื่องจากองค์การอนามัยโลกออกมาตรการในปี 2548 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้มาตรการนี้ 5 ครั้ง ได้แก่ การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ H1N1 ทั่วโลกในปี 2552 การระบาดของโรคอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 โปลิโอในปี 2557 , ไวรัสซิกาในปี 2559 และการกลับมาของอีโบลาอีกครั้งในคองโกปี 2019 ซึ่งกรณีของคองโกใช้เวลาพิจารณาถึงหนึ่งปี WHO จึงตัดสินใจประกาศ

อย่างไรก็ตามคำประกาศของ WHO อาจทำให้บางประเทศเช่นไต้หวันตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เนื่องจากไต้หวันไม่ได้เป็นสมาชิกของ WHO (หรือไม่ได้เป็นสมาชิก UN) เนื่องจากผลทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นจังหวัดทำให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อ อาจไม่มีการแบ่งปันหรือพูดคุยกับการระบาดของโรคในระดับสากล

นายกรัฐมนตรีชินโซอาเบะของญี่ปุ่นกล่าวว่าไต้หวันจำเป็นต้องเข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อต่อสู้กับการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศคืออะไร” ที่เพิ่งประกาศโดย WHO ?

องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งประกาศการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCoV) เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของความกังวลระหว่างประเทศ (PHEIC) ) ภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณาสถานการณ์เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การอนามัยโลกในเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกได้ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” 5 ครั้ง ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ในปี 2009, โปลิโอ 2014, อีโบลาในแอฟริกาตะวันตก 2014, Zika 2016, Ebola ในคองโก 2019 และ coronavirus ใหม่นี้เป็นครั้งที่หก

ในสถานการณ์ร้อนนี้“ ดีไลฟ์ – ประชาชาติธุรกิจ” ขอพาทุกท่านไปพบกับคำตอบว่า“ Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) คืออะไรมีความสำคัญอย่างไรและการประกาศภาวะฉุกเฉินแตกต่างจากสถานการณ์ก่อนหน้าอย่างไร ที่ยังไม่ได้ประกาศ?

ติดต่อเรา

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

memes

เรื่องถัดไป

tweetdeck

เมนู