ฝาก - ถอน

โพสต์

โพสต์

โพสต์

โพสต์ คือ การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพบนเว็บบอร์ด (กระดานข่าว) บนอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น

Boost Post ทำความรู้จักกันในยุคที่ Facebook อัดแน่นชุมชนแทบตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เวลาโพสต์มักจะหายไปจากสายตาของคนที่อยากเห็นประเด็นนี้

Boost Post คือการโปรโมทโพสต์ให้คนอื่นได้เห็นซึ่งก็คือการโปรโมทโพสต์และในอดีตรู้จักกันในชื่อโปรโมทโพสต์ แต่ปัจจุบันเรียกว่า Boost Post โพสต์ที่มีจุดประสงค์เดียวกันคือสร้างแฟนเพจของคุณ เช่นเดียวกับที่เพจของคุณจะเห็นโพสต์ที่คุณโพสต์และเพื่อนในแฟนเพจของคุณก็มีโอกาสที่จะเห็นโพสต์เหล่านั้นเช่นกันโดยมีรายละเอียดเฉพาะเช่นเพศช่วงอายุและความชอบ

รูปแบบของ Boost Post เมื่อชุมชน facebook เติบโตขึ้นยิ่งมีคนมากเท่าไหร่การลงทุนในการโปรโมตโพสต์ให้ทุกคนเห็นก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้นและผลตอบแทนก็คุ้มค่าดังนั้นการโพสต์จึงดีขึ้น โพสต์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเพื่อไม่ให้เสียเงิน เพราะโฆษณา Facebook กระจายโพสต์ไปยังแฟนเพจและเพื่อนของแฟนเพจเพื่อกระจายเท่านั้น บันทึกผู้ชมว่าทำไมเจ้าของแฟนเพจถึงต้องการ ต้องพึ่ง Boost Post เพราะสมัยนี้คนเห็นโพสต์น้อยลงเรื่อย ๆ แม้แต่คนชอบเป็นแฟนเพจก็ยังดูโพสต์ได้ไม่ทั่วถึงหากต้องการดูโพสต์หากมีคนกดไลค์แฟนเพจครบ 5000 คน จะเห็นโพสต์เพียงไม่ถึง 500 โพสต์และความจริงก็คือผู้คนกว่า 5,000 คนจะมีแฟนเพจการเพิ่ม Boost Post เป็นเรื่องง่ายซึ่งเป็นการโปรโมตโพสต์นี้ที่เข้ามาและแก้ไขปัญหา ส่วนนี้จะทำให้ผู้คนเห็นมากขึ้นขึ้นอยู่กับงบประมาณที่พวกเขาลงทุนเพื่อซื้อโปรโมชั่น

ข้อได้เปรียบของ Boost Post ช่วยลดปัญหาการโพสต์โดยที่ไม่มีใครเห็นดีด้วยการลงทุนที่เหมาะสมกับโอกาสในการขายมากขึ้นเนื่องจากช่วยให้ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าเห็นโพสต์ของคุณ ตามปกติถ้าปล่อยตามธรรมชาติแทบไม่มีใครเห็น

ข้อเสียของ Boost Post เลยเพราะมันโปรโมตโพสต์โดยระบุรายละเอียดว่าคุณอยากเห็นโพสต์แบบไหน ขีด จำกัด นี้เท่ากับมันตีกรอบคุณลักษณะเฉพาะมากเกินไปแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วลูกค้าที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของเราอาจเป็นคนที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่เราได้ตัดโอกาสโดยการไม่เลือกพวกเขาจากการบังคับเลือก Boost Post

โพสต์

หลังจากที่เฟสบุ๊คเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรามากขึ้นการเสียเงินให้พี่มาร์คเพื่อโปรโมตเนื้อหาก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่เราต้องเรียนรู้เช่นกัน เพราะจำนวนเงินที่เราต้องใช้บน Facebook นั้นไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยดังนั้นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดคือคำตอบ

วางแผนซื้อ Media อย่างไรให้คุ้มค่าเงินทุกบาท

ปัจจุบันการจ่ายเงินเพื่อช่วยโปรโมตเนื้อหาของเรามีความสำคัญมาก และรายละเอียดซับซ้อนกว่าเดิมมาก (รวมถึงการมาของฟีเจอร์ใหม่เช่นผู้ใช้ทุกคนจะสามารถคลิกเพื่อดูโฆษณาที่ทำงานบน Facebook, Instagram และ Messenger ได้แม้จะอยู่นอกกลุ่มเป้าหมายโฆษณาก็ตาม) ทำให้หลาย ๆ อย่างสับสน “มือใหม่หัดบูส” ได้ไม่ยาก

เลือกกลุ่มเป้าหมายของคุณให้ถูกต้อง

ทุกครั้งในการยิงเพิ่มโพสต์เพื่อโยนก่อนเราควรเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเรามากที่สุดเพราะการเข้าใกล้อาจเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ มันไม่ได้มาพร้อมกับเนื้อหาของเราดังนั้นยิ่งเราเลือกผู้ชมโดยตรงมากเท่าไหร่การมีส่วนร่วมก็จะมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในบางครั้งเราอาจมีการเลือกรอง (เป้าหมายรอง) ที่แตกต่างจากระดับประถมศึกษาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่ง

เลือกวัตถุประสงค์ตามสื่อ

เช่นเดียวกับการเลือกกลุ่มเป้าหมายของคุณเนื้อหาของเราควรได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเช่นหากเราทำเนื้อหาวิดีโอ และต้องการให้มีการดูสูงควรไปที่มุมมองวิดีโอ: วัตถุประสงค์ เราจะได้รับยอดวิววิดีโอสูง และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปมากที่สุด

เพิ่มเพื่อการเข้าถึงที่ดีที่สุด

การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมเป็นสองสิ่งที่กลายเป็นเมตริกสำหรับผู้สร้างเนื้อหาจำนวนมาก เนื้อหานั้น“ ขายได้” มากแค่ไหนและการส่งเสริมการขายก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

แต่จริงๆแล้วเมื่อซื้อสื่อที่มีคุณภาพสูงสุดเราควรให้ความสำคัญกับการเข้าถึงมากขึ้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเนื้อหาก่อนในขณะที่การมีส่วนร่วมควรเป็นหน้าที่ของผู้สร้างเนื้อหา ล้วนๆที่ต้องทำออกมาให้มีคุณภาพ เพราะถ้าเนื้อหาเจ๋งจริงความผูกพันที่เกิดจากความประทับใจของคนดูก็จะตามมาเอง

และเช่นเดียวกันสำหรับเรื่องของผลการวัดผลเมื่อซื้อสื่อด้วย Reach เราจะวัดเฉพาะการเข้าถึงให้ตรงเป้าหมายที่สุดและการมีส่วนร่วมจะออกมามากแค่ไหน เป็นผลงานของผู้สร้างเนื้อหา

การซื้อไลค์ไม่คุ้มค่าเสมอไป

อาจจะจริงที่ว่าจำนวน Like มาก ๆ ทำให้เพจของเรามีชื่อเสียงมากขึ้น แต่ Like นั้นมาจากการซื้อ Media เพื่อโปรโมทให้คนมา Like เพจนั้นอาจจะไม่ดีเสมอไปเพราะคนที่กด Like อาจจะเป็นคนที่ “รอ” แต่ไม่โต้ตอบหรือสร้างการมีส่วนร่วม

ดังนั้นแม้ว่าจำนวน Like ของเราจะไม่เยอะมาก แต่ถ้าเป็น Like จากกลุ่ม Target ที่ตรงกับเนื้อหาของเราคงจะดีกว่าแน่นอน

ข้อความในรูปภาพไม่ควรเกิน 20%

ส่วน “ภาพถ่าย” นั้น Facebook ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงในรูปภาพจริงไม่ใช่ข้อความ ดังนั้นรูปภาพที่มีข้อความมากเกินไปจะลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก การนำเนื้อหาดังกล่าวไปยัง Boost Post จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร แถมยังไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป

สำหรับการตรวจสอบว่ารูปภาพของเรามีข้อความมากเกินไปหรือไม่เราสามารถตรวจสอบได้ที่เครื่องมือ Text Overlay ของ Facebook

สุดคุ้มมาพร้อมกับเนื้อหาที่ยอดเยี่ยม

ถึงแม้ว่าจะจ่ายเงินเพื่อให้พี่มาร์คเอาโพสต์ของเราขึ้นหน้า Feed ของใครให้ดูกันมากขึ้น แต่ถ้าเนื้อหาไม่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมากพอการสูญเสียเงินเพื่อโปรโมตก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลมากนัก

ดังนั้นเพื่อให้เงินทุกบาทของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพคุณภาพของเนื้อหาของเรามาก่อน และในที่สุดโปรโมชั่นก็จะแสดงผลลัพธ์ที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็น

เป้าหมายที่ชัดเจน

ก่อนที่จะใช้งานแคมเปญการตลาดใด ๆ คุณต้องกำหนดเป้าหมายของคุณก่อน สิ่งนี้อาจมีวัตถุประสงค์หลายประการเช่นเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม (Engagement), เพิ่มการรับรู้ (Awareness), เพิ่มยอดไลค์เพจ, เพิ่มจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ การตั้งเป้าหมายจะทำให้ง่ายต่อการวัดและประเมินผลงาน หากไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถวัดได้ว่าควรปรับปรุงด้านใด ที่สำคัญเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยประหยัดงบประมาณในการทดสอบรูปแบบโฆษณาต่างๆ

เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

การเพิ่มโพสต์ที่มีประสิทธิภาพคือการเพิ่มเวลาที่กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ติดตามของคุณออนไลน์มากที่สุด เราสามารถเข้าถึงวันที่และเวลาที่เผยแพร่ของโพสต์เก่าที่มียอดไลค์แชร์และมีส่วนร่วมสูง เพื่อทราบเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์บนเพจของคุณ

กำหนดระยะเวลาให้เหมาะสม

ช่วงเวลาของการส่งเสริมการโพสต์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดประสิทธิภาพ เราขอแนะนำว่าคุณไม่ควรเพิ่มโพสต์นานเกิน 1 สัปดาห์หากกลุ่มเป้าหมายของคุณได้รับโฆษณาเป็นระยะเวลานานและบ่อยครั้งอาจเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดแทน

หลังจากโพสต์ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพแล้วสามารถดูประสิทธิภาพได้ในตัวจัดการโฆษณาและสังเกตเมตริกต่อไปนี้ ติดต่อเรา

ความถี่
การคลิกลิงก์ที่ไม่ซ้ำกัน
จำนวนคนเห็น (การเข้าถึง)
ความประทับใจ
ความถี่ในการดูโฆษณาโดยเฉลี่ยควรต่ำ เพื่อการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพหากเราเพิ่มบทความแล้วผู้อ่านไม่ประทับใจในครั้งแรกที่เห็นครั้งที่สองก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประเภทโพสต์ที่เพิ่มขึ้น หากจุดประสงค์ของการเพิ่มคือการเพิ่มการรับรู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอัตราการเข้าถึงโพสต์จะลดลง ก็ควรที่จะหยุดโฆษณาเพื่อประหยัดงบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือ

กำหนดระยะเวลาการโพสต์เพิ่มเป็นระยะเวลาสูงสุด 1 สัปดาห์
ตรวจสอบประสิทธิภาพของโฆษณาของคุณเป็นประจำ
หยุดโฆษณาเมื่อไม่มีประสิทธิภาพ

ทดสอบและทดสอบ

วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มโพสต์ให้ประสบความสำเร็จคือการทดสอบ ดูว่าการเพิ่มประสิทธิภาพแบบไหนดีที่สุดสำหรับเพจของคุณ ทำไมบูสต์แบบนี้ถึงดีกว่าแบบอื่น? และปรับปรุงประสิทธิภาพของบูสต์อยู่เสมอ

แม้ว่าท่าเพิ่มพลังจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็อย่าตกใจ แต่จงเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและแก้ไข นั่นคือวิธีที่แคมเปญจะประสบความสำเร็จ

Facebook มีทรัพยากรและข้อมูลมากมายในตัวจัดการโฆษณาที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

สรุป

การเพิ่มโพสต์ Facebook ของคุณเป็นเรื่องง่ายและใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เพื่อให้แคมเปญประสบความสำเร็จและใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาด

วิธีเพิ่มโพสต์

  1. มองหาโพสต์ที่เราต้องการ Boost จากนั้นกดปุ่ม Boost Post
  2. กำหนดกลุ่มเป้าหมายขั้นตอนนี้สามารถทำได้โดยละเอียดมาก
    2.1 กำหนดเพศของกลุ่มลูกค้านั่นคือเพศหญิง
    2.2 ระบุช่วงอายุของผู้ที่คาดว่าจะซื้อประมาณ 15-34 ปี
    2.3 กำหนดที่ตั้งของกลุ่มลูกค้าที่คุณคิดว่าจะอาศัยอยู่สมมติว่าขายเฉพาะในประเทศไทย
    2.4 วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อและเจาะลึกความสนใจของพวกเขาเช่นวิเคราะห์ผู้ซื้อว่าพวกเขาจะชอบเสื้อผ้าที่ชอบไลฟ์สไตล์ดูละครและชอบโปรโมชั่นแน่นอน เราใส่คำค้นหาเหล่านี้: เสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ละครโปรโมชั่นที่คาดว่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายใส่ไว้ในนั้นแล้วคลิก ‘บันทึก’
  1. ตั้งงบประมาณที่ต้องการ Boost Post อย่างน้อย 30 บาทต่อวัน
  2. กำหนดระยะเวลา Boost Post ขั้นต่ำอย่างน้อย 1 วัน
  3. ตั้งค่าการชำระเงิน Boost Post โดยเลือกวิธีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต
  4. กำหนดวันที่เรียกเก็บเงิน
  5. กด ‘โปรโมท’ และรอให้การตรวจสอบโฆษณาจาก Facebook เสร็จสมบูรณ์
โพสต์

Facebook Ads คืออะไร?

เป็นการโฆษณาบน Facebook ซึ่งการโฆษณาประเภทนี้จะมีตัวเลือกให้ผู้ลงโฆษณาเลือกตามความต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับแคมเปญที่กำลังทำงานอยู่เช่นการกดไลค์เพจการเข้าชมเว็บไซต์การคลิกดาวน์โหลดติดตั้งแอปต้องการให้ผู้ชมวิดีโอต้องการลูกค้าเป้าหมายเพื่อกรอกข้อมูลหรือข้อความสามารถทำได้

และจะต้องมีผู้จัดการสำหรับบัญชีโฆษณาของคุณ โฆษณาบน Facebook มีตัวเลือกมากที่สุดสำหรับผู้ลงโฆษณาและประเภทโฆษณาที่คุณเลือกจะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแคมเปญของคุณ

โดยส่วนใหญ่หากเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ การรับรู้แบรนด์จะใช้เป็นภาพเดี่ยว (แบนเนอร์) หรือประเภทภาพหมุน

สรุปความแตกต่างวัตถุประสงค์การใช้งานเพราะคนมักจะเข้าใจว่า Why do we buy ads? แล้วทำไมคนถึงกดไลค์กดแชร์ได้ไม่เท่าคนโพสต์โฆษณา ประเภทเดียวกันเป็นเพราะเราทำอะไรผิดจึงได้ยอดไลค์และยอดแชร์ต่ำ ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า What is our purpose? หากต้องการเพิ่มยอดไลค์และแชร์ เพียงแค่ทำให้กลุ่มใหญ่ขึ้นใส่เงินมากขึ้นมีโอกาสรับไลค์และแชร์มากขึ้นในทางกลับกันหากคุณต้องการโฆษณาเพื่อขายสินค้าที่มีสถานที่เฉพาะกลุ่มเป้าหมายของคุณจะแคบลง คนที่เห็นเป็นเพียงคนในพื้นที่ที่กำหนด โอกาสที่จะเห็นมันน้อยจึงไม่แปลกที่ยอดไลค์และยอดแชร์จะน้อย แต่โอกาสในการได้ลูกค้าจริงมีมากขึ้น

ความแตกต่างตรงที่โฆษณาบน Facebook มี Call To Action ซึ่งเป็นปุ่มที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคเช่นช็อปเลยสมัครเรียนรู้เพิ่มเติมหรือส่งข้อความ

หากคุณต้องการกระตุ้นให้ผู้คนรับข่าวสารและแสดงการยอมรับโพสต์การมีส่วนร่วมควรใช้เป็น Boost post

Recent Posts

ฝาก - ถอน
เมนู