ฝาก - ถอน

แม่กําปอง

แม่กําปอง

แม่กําปอง

แม่กําปอง จากที่เราซื้อตั๋วบุฟเฟ่ต์ของแอร์เอเชีย
‘เชียงใหม่‘ คือจุดหมายแรกของเรา
เนื่องจากเรามีวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์ทริปของเราส่วนใหญ่จะเป็น 2 วัน 1 คืน
และเราตั้งใจว่าเราจะไปแบบ backpack

เริ่มจากจองตั๋วไป – กลับกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ 275 บาท
(เป็นภาษีสนามบิน + ภาษี + เกตเวย์การชำระเงิน)
ทริปนี้เราวางแผนไป ‘แม่กำปอง’ เป็นหลัก
ตอนแรกเราพอใจเราไปวันพฤหัสบดีถึงวันศุกร์ แต่มีที่พักเยอะมาก
ปรากฎว่าที่พักที่เล็งไว้ที่อโกด้าเต็มหมด
เลยต้องหาที่อื่นแล้วโทรถามที่พักโดยตรงเพราะกลัวว่าจะไม่มีที่นอนฮ่า ๆ
จนกว่าจะได้ที่พักที่ ‘บ้านชื่นชีวา’
ค่าที่พัก 1,000 บาท / คืน (ไม่รวมอาหารเช้า)

แม่กําปอง

เนื่องจากเราจะไปแบบ Backpack แน่นอนคราวนี้ต้องหาข้อมูลการเดินทางสักหน่อย
อ่าหาได้คร่าวๆว่ามีคิวรถตู้ให้นั่งไปแม่กำปองไปขึ้นที่กาดหลวง
คุณสามารถขึ้นไปได้อย่างแน่นอน

แต่! เมื่อเดินทางจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิด !!!!

ใช่. ไผตกรถอีกแล้ว
แล้วเราจะเดินทางอย่างไร? มาติดตามอ่านกันครับ.

วันที่ 1:
เราบิน 9:05 น. เพื่อไปขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง
จากบ้านเราค่าแท็กซี่ + ค่าผ่านทางแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินสำหรับทริปนี้

เราใช้เวลาบินหนึ่งชั่วโมง มาเชียงใหม่
พอเดินออกมาจะมีแท็กซี่หลายคันเรียกเรา
“ไปกาดหลวงไหม 150 บาท”

ด้วยความที่พี่ไผ่เป็นสาวเหนือคลาสอยู่ที่นี่ก่อนเลยต้องหาทางไปที่ถูกกว่านี้
เบบี้แบมบู: “ไปค่ะพี่ปุ ณ เดินไปหารถแดงกัน”
เดินไปจนเกือบถึงประตูสนามบินก็เห็นรถสีแดงเข้ามาคุณป้าพยักหน้าถามว่าเราจะไปหรือเปล่า
เรามั่นใจในความเป็นสาวเหนือมาก ออกทักษะเมือง (ภาษาเหนือ)
ลูกไผ่: “ไปกาดหลวงเฒ่าไปไหน” (ไปกาดหลวงประมาณเท่าไหร่คะ?)
คุณป้า: “คนละ 40 บาท”
ถูกกว่านั่งแท็กซี่เกือบครึ่ง!
เมื่อมาถึงกาดหลวงชำระค่ารถเสร็จเราก็เงอะงะ มองหาว่าคิวรถตู้อยู่ที่ไหน ป้ารถแดงอาจจะเห็นจึงตะโกนถามเราว่า “จะไปไหน”
ลูกไผ่: “ไปคิวรถแม่กำปองเจ้า”
คุณป้า: “อ๋อคิวรถตู้แม่กำปองอยู่ตรงเด็กติดแม่น้ำ” (คิวรถอยู่ตรงนั้นติดแม่น้ำ)
เรารีบขอบคุณคุณป้า และเดินไปตามทางเล็กน้อย
พอเดินไปถามพี่ที่คิวรถปรากฎว่าคิวรถเต็ม เขาบอกว่าต้องจองผ่านเฟสบุ๊ค ตอนนี้มีให้เลือกหนึ่งที่ต่อรอบ แล้วรอบนึงห่างกัน 3 ชม.

คิวรถพี่: “ไม่งั้นต้องเหมารถแดง 1,000 ถูกสุดน่าจะ 800”
“ถ้า 600 ไปหรือเปล่าฉันมีคันเดียวเป็นรถของเพื่อนคุณมีคันเดียวที่เอา 600 แต่เป็นรถสีเหลือง”

ถึงตอนนี้ก็ต้องโอเค สรุปแทนที่จะจ่ายค่ารถตู้คนละ 150 บาทกลายเป็นเหมารถส่วนตัวสวย ๆ (สวยแน่!?) ตัวละ 300.

หลังจากนั้นเราก็รีบกดเฟซบุ๊กคิวรถตู้และจองรถกลับ 2 คัน
ใครจะไปอย่าลืมสำรองที่นั่งก่อนที่นี่ https://www.facebook.com/Van.Hotsprings/
และนี่คือรถสีเหลืองที่เรานั่งขึ้นโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อรับลมธรรมชาติ ลุงมีแวะเอาของลงบ้าง เนื่องจากในช่วงที่จะขึ้นไปคุณไม่สามารถขึ้นไปได้

ไม่แบน แต่เมื่อถึงถนนบนภูเขากลิ่นน้ำมันแรงมาก เนื่องจากรถต้องใช้แรงกดมากในการเหยียบตอนแรกก็ไม่เวียนหัว กว่าจะมาถึงทางนี้แทบตายเพราะกลิ่นกัน

พอถึงแม่กำปองสิ่งแรกที่เราไม่คาดคิดคือถนนที่แม่กำปองไม่ใช่ทางเรียบ
ที่นี่เป็นเนินเขาไม่ใช่เนินน้อยเนินสูงเช่นเดียวกับที่ขาของเขาเดินไม่ได้สามารถไถลลงมาได้
ลงจากรถก่อนอื่นเดินขึ้นที่พักกันก่อน ‘บ้านชื่นชีวา’
ที่พักจะอยู่บนเนินเขา คุณต้องเดินขึ้นบันไดไปเล็กน้อย ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่ารัก

เราได้ห้องริมสุด มีบันไดและมีเฉลียงเรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ระเบียงดีมากนั่งชิลล์ชมวิว
ภายในห้องจะมีตาข่ายบัว แล้วก็มีห้องน้ำด้านใน

เราเข้าไปวางของจากนั้นก็ไปล้างมือล้างเท้าซักหน่อยพี่ปุ่นก็พูดขึ้น
พี่ปุ่น: “โหพี่จะกรี๊ดแน่ ๆ “
ฮะ
เบบี้แบมบู: “อะไร”
พี่ปุ่น: “จิ้งจกตัวใหญ่มาก”

พอได้ยินเสียงพี่ปุ่นไผ่ก็เงยหน้าขึ้นโอ้ย! ในห้องน้ำก็ใช่ย่อย
จิ้งจกตัวใหญ่มากกกสีขาวซีดคอหักวางอยู่ตรงใต้กระจกเหนืออ่าง “อ๊าก !!!!”
หลังจากนั้นไผ่ก็ไม่เดินเข้าห้องน้ำอีกเลย ………

พอเก็บได้เราก็ออกมามีอะไรกิน เพราะตอนนี้ก็บ่ายแก่ ๆ แล้ว
ตรงข้ามที่พักมีร้านอาหารชื่อ ‘เฮือนกาแฟ’
อ่านจากชื่อใช่ร้านนี้มีคาเฟ่ พวกเขาขายเค้กและเครื่องดื่มด้วย

ภายในร้านบรรยากาศดีมากอากาศเย็นด้านล่างมีธารน้ำไหลผ่าน
ที่นี่มีอาหารตามสั่งก๋วยเตี๋ยวและอาหารเหนือเล็กน้อย รสชาติใช้ได้ราคาโอเค

กองทัพได้เติมเสบียงเรียบร้อยแล้ว เราชวนกันเดินลงไปด้านล่างซึ่งเป็นโซนร้านอาหาร

ระหว่างทางจะพบกับ ‘วัดคันธาพฤกษา’ หรือวัดแม่กำปอง จะเป็นการวัดภูมิทัศน์ล้านนา

เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะเป็นเจดีย์ของวัด

จากนั้นเดินลงไปเรื่อย ๆ เริ่มเข้าใกล้ใจกลางหมู่บ้านทั้งสองข้างทางจะมีลำธารไหลผ่านหมู่บ้านตลอดทำให้ที่นี่อากาศดีมากแม้ในตอนกลางวันจะไม่เย็นสบายมากนัก แต่ก็ไม่ร้อนเกินไปถือว่าสามารถเดินได้สบาย ๆ

จากนั้นให้เราเดินไปที่โซนร้านอาหาร ของกินนี่คึกคักไปหน่อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่นี่

เมนูที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามาแม่กำปองต้องลองคือ ‘ไข่แพม’ กระทงละ 20 บาท ซีอิ๊วเพิ่มได้ตามชอบ แอบบอกว่ากระทงใหญ่มากกระทงเดียวเต็มเลย

เราชวนกันเดินไปจนถึงจุดเริ่มต้นของหมู่บ้าน ตอนแรกเรากะว่าจะเดินไปอีกร้าน Teddu cafe ที่มีสะพานแขวนใหญ่ แต่ดูจาก Google Map แล้วมันไกลฮ่า ๆ เราเลยตัดสินใจเดินกลับ

แล้วมานั่งพักที่ร้านกาแฟ ‘ลุงปู’ ป้าเพ้ง ‘ร้านคาเฟ่ใจกลางหมู่บ้าน กำแพงถือเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ที่ใครมาแม่กำปองต้องมี งั้นเราต้องขอฮิฮิ

ถ่ายรูปเสร็จก็มาแวะกินน้ำบ๊วย ยังเป็นน้ำบ๊วยโครงการหลวงอีกด้วยขอบอกว่าอร่อยและปลาบปลื้มมาก เราสั่งเค้กมะพร้าวใบเตยมานั่งกินริมน้ำด้วย อร่อยเหมือนกันนั่นคือทางร้านจะมีที่นั่งในร้าน และที่นั่งริมแม่น้ำก็ชิลมากเช่นกัน

นั่งพักผ่อน. ถึงเวลาเดินต่อ

เป้าหมายต่อไปของเราคือ ‘น้ำตกแม่กำปอง’ ซึ่งจริงๆแล้วสามารถเดินขึ้นไปได้ แต่! เราขอใช้บริการรถรับส่งฮ่า ๆ ป้าแก่ ๆ เขาจะมีรถพาไปน้ำตกรอรับที่วัดคันธาพฤกษาค่าบริการคนละ 20 บาท ไม่ต้องรอรถเต็มทางขึ้นจะผ่านร้านอาหาร ‘ระเบียงวิว’ ที่เราวางแผนจะไปเมื่อตกจากน้ำตก ทางขึ้นไม่ไกลมาก แต่! ทางขึ้นชันมาก ระหว่างทางก็เห็นคนเดินขึ้นประปราย แล้วเราก็มาถึงน้ำตก

ที่น้ำตกอากาศเย็นสบายมาก ด้านในเป็นน้ำตกเมื่อเราไปถึงมีคนมาถ่ายรูป 3-4 คน

จากน้ำตกปลายน้ำเราเลือกที่จะเดินลงไป สะดวกสบาย อากาศดี. แพลำหนึ่งมาถึง ร้าน ‘ระเบียงวิว’ คาเฟ่จุดชมวิวมุมสูงใครมองลงมาเห็นหมู่บ้านแม่กำปองใครมาแม่กำปองต้องไม่พลาด

ร้านมีที่นั่งเป็นแถวยาวเพื่อชมวิว คิดว่ายอดคนน่าจะแออัดมาก

ไปต่อด้านล่าง ^^ นั่งชมวิวถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วก็เดินกลับที่พัก วางแผนว่าจะมาพักผ่อนรอเวลาลงไปหาอะไรกินตอนเย็นเลยได้ถ่ายรูปหมู่บ้านในขณะที่ร้านค้าเปิดไฟ

พอถึงที่พักได้สักพักฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก โชคดีที่เราเข้าที่พักแล้ว ฝนตกหนักเป็นพัก ๆ เราอยู่ที่ที่พัก นั่งมองวิวตอนฝนตกเฮ้ยมันดีมาก

และนี่คือวิวจากที่พักของเราเมื่อฝนหยุดตก จะแอบมีหมอกนิด ๆ

เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดลงเล็กน้อยฝั่งตรงข้ามเริ่มเปิดไฟแล้ว เราเลยออกไปพักที่รอบ ๆ ฉันวางแผนที่จะเดินออกไปทานอาหารเย็นกลางหมู่บ้าน เพียงเดินผ่านร้านขายของชำตรงข้ามที่พัก
เบบี้แบมบู: “พี่ปุ่นจะไปซื้ออะไรคะเผื่อกลับทางร้านจะปิดก่อน”

เราเลยแวะซื้อของก่อน
คุณป้า: “กินข้าวยัง?
ลูกไผ่:“ ยังไม่ได้ กำลังจะมีอะไรกิน
คุณป้า: “เฮ้ยรีบไปร้านจะปิดแล้วนี่ร้านปิดเร็ว” เราก็เลยรีบเดินลงไป แต่ระหว่างนั้นทั้งสองฝั่งของถนนมืดไฟทุกดวงถูกปิดเราเริ่มคิดว่ามันจะคุ้มค่าที่จะเดินลงทางลาดชันที่ตอนนี้ถนนลื่น แล้วเขาก็มีสิทธิ์พบว่าร้านปิดเราจึงตัดสินใจไม่เดินลงไป แล้วเดินกลับไปที่ร้านพิซซ่าเวียดนามเดชาบูรณ์ยังเปิดขายเป็นร้านเปิดไฟสว่างแห่งเดียวในย่านนั้น เราเลยสั่งพิซซ่าเวียดนามคนละจาน 3-4 ไม้ต่อคนเรานั่งกินที่ระเบียง

บทความต่อไป

Recent Posts

ฝาก - ถอน
เมนู