รัชกาลที่1

รัชกาลที่1

รัชกาลที่1

รัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรพรรดิพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (20 มีนาคม พ.ศ. 2379 – 7 กันยายน พ.ศ. 2352) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพุธเดือน 4 เดือน 5 ปีมะโรงครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่พระองค์ประสูติ 46 ปีและย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีมาที่ฝั่งพระนครและโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ

พระราชประวัติ พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระนามเดิมเรียกว่าทองด้วง ประสูติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 (วันเพ็ญเดือน 20) ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศแห่งอาณาจักรอยุธยา พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ของพระอักษรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ามหานครพร้อมด้วยอัครเทวดา (หยก) เมื่อเติบโตขึ้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าขุนพรพรพินิต (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร)

เมื่อพระชนมายุได้ 21 พรรษาได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุที่วัดมหาไถ่ได้ 1 พรรษาแล้วลาผนวชเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรตามเดิม เมื่ออายุได้ 25 ปีเขาได้ออกไปรับราชการที่ราชบุรีในตำแหน่ง “ กฎบัตรหลวงประชา” ในแผ่นดินสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และอภิเษกสมรสกับคุณนาค (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) บุตรสาวตระกูลมอญผู้ร่ำรวยที่ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม

รัชกาลที่1

รับราชการในสมัยกรุงธนบุรี

ดูเพิ่มเติมที่: สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคต
ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่อังวะครั้งที่ 2 พระยาตาก (สิน) ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์และย้ายไปกรุงธนบุรี ขณะนั้นนายทองด้วงอายุ 32 ปีเข้ารับราชการในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีภายใต้การชักชวนของพระมหามนตรี (บุญมา) น้องชายโดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงรินทร์ (พระราชวรินทร์) เจ้าเมืองตำรวจนอกขวาและย้ายไปอาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ขึ้นไปตี เมืองพิมายซึ่งมีกรมหมื่นเทพพิมายเจ้าเมืองพิมายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระองค์ได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมรบในครั้งนี้ด้วย ภายหลังพระราชนัดดาได้รับการเลื่อนยศเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์จางวางพระตำรวจขวาเพื่อตอบแทนการชอบในสงครามครั้งนี้

หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปปราบเจ้าพระฝางสำเร็จ มีพระราชดำริว่าเจ้าพระยาจักรี (ปิ่น) ไม่ใช่ผู้ยากที่สุดในการทำสงครามจึงโปรดให้ตั้งให้พระยาอภัยรณฤทธิ์เป็นพระยายมราชเสนาธิบดีกรมการเมืองโดยให้เจ้าเมืองซึ่งเมื่อเจ้าพระยาจักรีพ้นพระยาอภัยรณฤทธิ์แล้ว สั่ง. เพื่อเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เจ้าพระยาจักรีซึ่งพร้อมที่จะรับราชการเป็นแม่ทัพเข้าโจมตีกัมพูชาซึ่งสามารถตีเมืองพระตะบองเมืองโพธิสัตว์ร่ำรวยและเมืองพุทธิเพชรเมื่อสิ้นสุดสงครามสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงโปรดให้พระเจ้ารามาธิบดี ไปครองเมืองพุทธิเพชรของกัมพูชา และมีพระราชดำรัสให้เจ้าพระยาจักรีและพระยาโกษาธิบดีไปช่วยราชการที่พุทธิเพชรจนกว่าเหตุการณ์จะสงบก่อน

เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพทำสงครามกับพม่าเขมรและลาวจนมีความชอบในการปกครองหลายประการจึงได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยานเรศรราชสุริยวงศ์องค์อัคคบัตมูลิกรณ์บวรรัตนบริกุลและได้รับพระราชทานฝ่ามืองาปิดทองและตลอดมา มีรายการทองต่างๆตามการจัดอันดับ

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324 พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯให้พระยาสรรค์ปราบกบฏ แต่พระยาสรรค์กลับก่อกบฏและนำกองทัพเข้ายึดเมือง วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2324 พระยาสรรค์ให้พระเจ้ากรุงธนบุรีสละราชสมบัติและออกผนวช ซึ่งเขาก็ยอม. เมื่อวันที่ 10 มีนาคมพระยาสรรค์เข้ายึดเมืองได้ประมาณสองสัปดาห์ก็ถูกกองทัพของพระยาสุ่นอภัยพระยาสุริยาอภัยจับพระตากไปขังไว้ หลังจากที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับมาจากกัมพูชาถึงกรุงธนบุรีและได้ประหารชีวิตพวกกบฎแล้วคิดว่าสาเหตุของการก่อกบฏคือพระมหากษัตริย์องค์ก่อน สมเด็จเจ้าพระยาพิพากษาอดีตพระเจ้าตากว่า

สวมมงกุฎ

วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ภายหลังการประหารชีวิตของพระเจ้าตากสิน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ขณะมีพระชนมายุได้ 46 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ย้ายราชธานีจากเดิมกรุงธนบุรีซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกมาอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ทรงโปรดให้สร้างพระราชมณเฑียรและโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดงานสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ทรงพระราชทานนามเมืองใหม่ให้ชื่อว่าพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร “กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์มหินทรายุ ธ ยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมราชนิเวศน์มหาสถานอมรพิมานอวตารสถิตสักกะติยะวิษณุประสิทธิ์” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กรุงเทพมหานคร”

ตาย
หลังจากสมโภชวัดพระแก้วโสภาประชวรได้ 3 ปี พระอาการทรุดลงจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวม 73 ปีพระองค์อยู่ในราชบัลลังก์นาน 27 ปี

พระศพได้รับเชิญเข้าในพระลองเงินประกอบด้วยพระโกศทองใหญ่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทภายใต้พระมหาเศวตฉัตรตั้งสิ่งของเครื่องสูงและเครื่องราชูปโภคตามราชประเพณีโบราณพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม กลองโคมชนะตามกาลเวลา เช่นพระศพของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการจนถึงปี พ.ศ. 2354 พระเมรุมาศซึ่งสร้างตามแบบพระเมรุมาศสำหรับพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วเสร็จจึงอัญเชิญพระโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปประดิษฐาน ณ พระเมรุและจะมีการบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 7 คืน เมื่อเสร็จแล้วได้อัญเชิญพระขึ้นประดิษฐาน ณ ศาลามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวังส่วนพระบรมราชสรีรางคารเชิญไปลอยที่หน้าวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร

พระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือรัตนโกสินทร์) เป็นราชธานีและสถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นปกครองราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 (วันจักรี) หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชกิจที่สำคัญยิ่งคือ ปกป้องอาณาจักรให้ปลอดภัยและฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา ความสามารถของไทยในการป้องกันการรุกรานของศัตรูจนได้รับชัยชนะทุกครั้ง

แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการทำสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 เรียกว่า “สงครามเก้าทัพ” เขายังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เป็นธรรม ดังนั้นโปรดแน่ใจว่ากฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว เสร็จแล้วให้เขียนพระราชหัตถเลขาอย่างละสามฉบับประทับตราพระคชสีและบัวแก้วเรียกว่า“ ตรากฎหมายสามดวง” เพื่อใช้เป็นระเบียบการปกครอง

การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชกรณียกิจแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงใหม่ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแทนที่จะเป็นกรุงธนบุรีด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสอง ของแม่น้ำทำให้การขนส่งอาวุธและการรักษาพระนครทำได้ยากยิ่งไปกว่านั้นพระราชวังเดิมมีพื้นที่ จำกัด ไม่สามารถขยายได้เนื่องจากอยู่ติดกับวัดอรุณราชวรมหาวิหารและวัดโมฬีโลการามราชวรวิหารส่วนฝั่งรัตนโกสินทร์จะมีความเหมาะสมมากกว่าเนื่องจากมีลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำคูเมืองธรรมชาติชัยภูมิที่เหมาะสมและสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ใช้เวลาทั้งหมด 3 ปีโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พิธียกเสาหลักเมืองในวันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำเดือน 6 ​​ปีขาล จ.ศ. 1144 วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังเพื่อสืบทอดพระราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในบริเวณพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยาการสร้างเมืองและพระมหาราชวังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและศิลปะดั้งเดิมของชาติซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและพระราชทานนามให้นี้

เมืองหลวงแห่งใหม่ “กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์มหินธรายุ ธ ยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์อุดมราชนิเวศน์มหาสถานอมรพิมานอวตารสถิตสักกะติยาวิษณุประสิทธิ์” นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างสิ่งที่มีความสำคัญต่อการสถาปนาเมืองหลวง ได้แก่ ป้อมคลองถนน และสะพานหลายแห่ง

การป้องกันราชอาณาจักร

ภาพด้านหลังธนบัตร 500 บาท (ชุดที่ 16) ภาพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระปรีชาสามารถในการต่อสู้ ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่

สงครามครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2327 สงครามเก้าทัพ
สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าคือสงครามเก้าทัพในเวลานั้นกษัตริย์ผดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า ความตั้งใจของเขาคือการเพิ่มศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของเขาให้แพร่หลายโดยการกำราบอาณาจักรสยาม จึงรวบรวมไพร่พลมากถึง 144,000 คนเข้าโจมตีกรุงรัตนโกสินทร์โดยแบ่งเป็น 9 กองทัพใหญ่เข้าตีจากกรอบทิศทางส่วนกองทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีทหารพม่าเพียงครึ่งเดียวคือ 70,000 คน

ด้วยพระปรีชาสามารถในการทำสงครามกองทัพของสมเด็จพระสุรสิงหนาทไปสกัดกองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้าทำให้พม่าติดอยู่ในทางขึ้นเขาและสั่งให้จัดกองทัพกองโจรเพื่อปล้นสะดมจนกระทั่งกองทัพพม่าต้องการเสบียงอาหารเมื่อ กองทัพพม่าในทุ่งลาดหญ้าพ่ายแพ้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทจึงเข้าช่วยอีกทางหนึ่ง และได้รับชัยชนะทั่วทุกกองทัพจากเหนือจรดใต้

สงครามครั้งที่ 2 พ.ศ. 2329 ท่าดินแดงและสงครามสามสบ

ในสงครามครั้งนี้กองทัพพม่าได้เตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินเท้าอย่างดีที่สุด โดยแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆจากการสู้รบครั้งก่อนที่พม่ายกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ตั้งค่ายที่ท่าดินแดงและสามสบพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ยกทัพไปตีพม่าที่ค่ายดินแดงพร้อมกับกองทัพ

ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทยกทัพไปตีพม่าที่ค่ายสามสบหลังรบ 3 วันทุกค่ายของพม่าก็พ่ายแพ้ และได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าอย่างแน่นอน และตีหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อขยายอาณาเขตทำให้ราชอาณาจักรสยามใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จากดินแดนล้านนาไทใหญ่สิบสองปันนาหลวงพระบางเวียงจันทน์กัมพูชาและทางใต้ไปจนถึงเมืองกลันตันตรังกานูไทรบุรีพาลีสและ เปรัก.

ติดต่อเรา

บทความต่อไป

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

linked in

เมนู